Thursday, November 23, 2006

2 November,

หลังจากออกชื่นชมเมืองโปปส์แล้ว เราก้อออกเดินทางต่อไปที่เมือง Lyon กว่าจะไปถึงก้อปาไป หกโมงเย็นกว่าๆ แล้ว แต่มืดตึดตื๋อ ลมแรง แล้วก้อหนาวด้วย อุณหภูมิตอนนั้นดูจากในรถเนี่ยะ มันบอกว่าประมาณ 3-5 องศาได้ หือๆ เสื้อผ้ากันหนาวก้อไม่ได้เตรียมมาสักเท่าไหร่ด้วย ที่ทำก้อคือ พอออกจากรถได้ก้อรีบวิ่งแจ่นเข้าบ้านโดยเร็ว

อย่างที่บอกไปแล้วว่า คืนนี้เราได้รับการอนุเคราะห์จากเพื่อนของเพื่อนอีกที เป็นใครมาจากไหนก้อไม่รู้ หน้าตาเป็นงัยก้อไม่รู้ รู้แต่ว่าเค้าชื่อ AnJan (อันจัน) เป็นคนเนปาล เป็นเพื่อนของบินิทอีกที

GPS วันนี้ทำงานอย่างดีมากๆ ไม่อาการอะไรให้น่าเป็นห่วง สามารถพาเราไปถึงหน้าบ้านอันจัน ได้อย่างสวัสดิภาพ พอไปถึง ก้อแนะนำตัวกันตามระเบียบ แล้วก้อรีบวิ่งเข้าบ้านเลย เพราะหนาวมาก เรื่องเที่ยว ไม่สนแล้ว นี่แค่ทุ่มก่าๆ ยังหนาวซะขนาดนี้ เลยกะว่า ซื้อพิซซ่ามากิน แล้วนอนเอาแรง พรุ่งนี้ค่อยเริ่มเที่ยวละกัน

Lyon (ลี-ออง): France's third-largest city, became a UNESCO World Heritage site in 1998, one of only six urban sites in the world thus honoured. In Lyon, there are more restaurants per square metre than anywhere else on earth. It also has a beautifully preserved old Renaissance quarter and an elegant town cetre of grand boulevards an public squares.

เมืองลีอองเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสามของฝรั่งเศส เป็น 1 จาก 6 เมืองใหญ่ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นมรดกโลก นอกจากความสวยงามยุคเรเนซองค์แล้ว ที่ลีอองยังมีร้านอาหารเยอะแยะไปหมด เขาว่ากันว่า ลีออง เป็นเมืองที่มีร้านอาหารมากที่สุดในโลก (เราว่า กรุงเทพฯ เจ๋งกว่าอีก) สงสัย คนที่ทำสถิติ ไม่เคยไปกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรแน่นอนเลย

ถนนหนทางที่ลีอองค์ก้อสวยงาม มีถนนที่เป็น Boulevards (เป็นถนนที่มีเกาะกลาง และมีต้นไม้สองข้างทาง) เยอะมาก ต้นไม้กำลังเป็นสีเหลือง สวยงามไปหมดเลย อย่างนึงที่เราประทับใจมากๆ ที่นี่ก้อคือ รถไฟใต้ดิน แบบว่า แลดู Hi-Tech กว่าที่ปารีสแบบไม่เห็นฝุ่น สะอาดกว่า สีสันสดใสกว่า แถมมีรถอัตโนมัติแบบไม่มีคนขับด้วย ตื่นเต้น ตื่นเต้น



Sunny and Anjan (Binit's friend).
A kind man who give us the place to stay..Thanks Man!



Metro station in Lyon...it's so nice compare to Paris.
New, Clean, Colorful (orange train), Autometic train (without driver)...




Vieux Lyon : เมืองเก่าลีออง...
(ในฝรั่งเศส ทุกที่ที่ไป เราต้องไปดูโซนเมืองเก่า เพราะเค้าจะยังคงเก็บสภาพเก่าๆ นั้นไว้)

เริ่มจากไปที่ Office de Tourism เหมือนเดิม ไปเอาแผนที่มา แล้วก้อวางแผนกันว่าจะไปเที่ยวไหนดี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ที่จอดรถในลีออง หายากมากๆ เราวนหาที่จอดรถอยู่เป็นชั่วโมง ไอ้ที่จะจอดแบบเสียตังค์ก้อแพงเหลือหลาย ก้อเลยตัดสินใจว่า กลับไปจอดหน้าบ้านเหมือนเดิมแล้วนั่งรถไฟเอาดีกว่า ... เห้อ เสียเวลามากๆ

หลังจากหาที่จอดรถได้ ก้อออกเดินทางโดยรถไฟไฮโซ ไปที่สถานีเมืองเก่า เพื่อจะไปดูโบสถ์ Cathedrale St-Jean แต่ปรากฏว่า เราไปถึงตอนเที่ยงพอดี เค้าปิดอ่ะ เปิดอีกทีก้อ บ่ายสองโน่น เห้อ...เชื่อเลย ขนาดโบสถ์ยังมีพักเที่ยงเลยอ่ะ เลยเปลี่ยนแผน ไปที่ Basilique Notre-Dame de Fourvire เป็นโบสถ์อยู่บนเขาสูง มองจากมุมไหนก้อเห็น ต้องนั่งรถกระเช้าขึ้นไป

ระหว่างทางแอบเห็นจักรยานหน้าตาประหลาดจอดอยู่เต็มไปหมด เราก้อสงสัยว่ามันคืออะไร อันจัน เลยเฉลยให้ว่า นอกจากรถไฟใต้ดินกับรถเมล์ ที่เป็น public transportation ของลีอองแล้ว ยังมีอีกอย่าง คือ "จักรยานสีแดง" (สีแดงจิงๆนะ) การใช้งานก้อคล้ายๆกับขึ้นรถไฟใต้ดิน หรือ รถเมล์ คือเราต้องไปหยอดเหรียญที่ตู้อัตโนมัติ แล้วก้อจะได้บัตรมาหนึ่งใบ เราก้อเอาไปเสียบเพื่อปลดล็อคจักรยาน สนใจคันไหนก้อเลือกได้เลยตามอัธยาศัย หลังจากนั้นเราก้อขี่จักรยานนั้นไปที่หมายที่เราต้องการ ซึ่งเค้าก้อจะมีที่จอดตามจุดต่างๆ (ประหนึ่งว่าเป็นป้ายจอดจักรยาน) เราก้อเอาไปจอดตรงนั้น..ลอคจักรยานให้เรียบร้อย เราก้อจะได้บัตรคืนมา ก้อเอาบัตรนั้น ไปรับเงินประกันคืน ... เท่ม่ะ แบบว่า ชอบมั่กๆ คะระบบนี้ น่าเอาไปทำบ้านเราบ้าง แต่คงลำบากอ่ะ อากาศบ้านเราไม่ดีเหมือนที่นี่ ขี่ๆไปอาจะเป็นลมตายข้างทางไปก่อนได้





"Red Bicycle" - one of public transportation in Lyon...
So Cool!!!




ขนมอะไรก้อไม่รู้ สีชมพู้ ชมพู ...

Basilique de Notre-Dame: A gaudy showcase of multicoloured marble and mosaic.
ที่นี่อยู่บนยอดเขาสูง ต้องนั่งรถกระเช้าสีส้ม ขึ้นไป ตื่นเต้นคะ เพราะทางขึ้นชันมากๆ
โบสถ์นี้ ถือว่าเป็นโบสถ์ ที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาแล้ว ชอบมากๆ วิวด้านนอกก้อสวย เข้าไปข้างในยิ่งสวยกว่า คือทั้งใหญ่ทั้งสวย ถ่ายรูปยากมากๆ เพราะไม่รู้จะถ่ายยังงัย มันสวยทุกซอกทุกมุมเลย ถ่ายออกมา มันก้อไม่สวยอย่างที่ตาเห็นอ่ะ ขอแนะนำเลย ใครมีโอกาส ต้องมาที่นี่ให้ได้ พวกเราทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สวยมากๆ

ระหว่างที่เรานั่งชื่นชมความสวยงามอยู่ ก้อมีบาทหลวงท่านนึงเดินมาทักทาย "หนี-ห่าว" แง่ว... หนูม่ะช่ายคนจีนคะคุณพ่อ เราเลยไปเรียก ฉีปู้ กะ ครีสตี้ มาคุย โอยยย คุณพ่อคุยจ่อเลยคะ ท่านพูดภาษาจีนคล่องปล่อเลย สักพัก ท่านก้อเปลี่ยนมาพูดภาษาอังกฤษ อธิบายสิ่งต่างๆให้ฟัง ใจดีมากๆ ท่านบอกว่าที่นี่สวยเพราะว่ามีอายุแค่ราวๆ ร้อยปีกว่าๆ ถือว่ายังใหม่อยู่ และศิลปะในยุคนั้นก้อนิยมใช้ทองคำ และ โมเซคมาตกแต่ง โบสถ์เลยสวยอย่างที่เห็น อย่างโบสถ์อื่นๆ ที่มีอายุเยอะแล้ว ก้อจะเป็นแค่อิฐหินแกะสลัก ธรรมดา ไม่มีการตกแต่งอะไร ไม่มีสีสัน เพราะในยุคสมัยนั้นยัง ทำกันไม่ได้...อืมมม มีความรู้ขึ้นเยอะเลย



---Basilique de Notre-Dame---
Most beautiful church I've ever seen.




Funicular to the church...



Small Eiffel Tour !!!


...View outside the church...
It looks like a winter hah!!










Inside the church..
It's decorated by multicoloured marble and mosaic.
It's very very bauetiful and magnific...

Cathedrale St-Jean:
หลังจากลงมาจากเขาก้อเป็นเวลาบ่ายสองพอดี เราก้อเลยย้อนกลับที่โบสถ์เซนต์จอห์นอีกครั้งอย่างที่บอกไปแล้ว โบสถ์นี้เป็นโบสถ์ที่มีอายุมากแล้ว ดังนั้นเลยไม่สวยอย่างโบสถ์ที่แล้ว highlight ของที่นี่ก้อคือนาฬิกาบนยอดโบสถ์ ซึ่งมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 โน่น และ กระจกสี เค้าว่ากันว่า ยังคงสภาพอยู่ 100% แม้ว่าจะเกิดสงครามกี่ครั้ง กระจกนี้ก้อไม่เคยได้รับการกระทบกระเทือนเลย ... ว้าววว




Cathedrale St-Jean: With magnificent fourteenth-century mechanical clock




Thirteenth-century stained glass still is in the perfect condition eventhough church damaged during World War II.







Pope's properties...

Place Bellecour: The huge square where even the statue of Louis XIV on houseback looks small

สถานที่ต่อไป ก็คือ Place Bellecour เป็นจตุรัสขนาดใหญ่มากๆๆๆ กว้างมากๆๆๆ ด้านหน้าจะมีอนุสาวรีย์พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ประดิษฐานอยู่ (ดูไปดูมาเหมือนอนุสาวรีย์พระเจ้าตากเลยอ่ะ) รอบข้าง รายล้อมด้วยต้นไม้ ซึ่งกำลังเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สะท้อนกับแดดตอนบ่ายสามก่าๆ ตัดกับท้องฟ้าสีคราว โอย..สวยงามมากๆ แต่ขอโทษนะฮะ ขนาดแดดแรงอย่างนี้ ยังเย็นเลยอ่ะ







ออกจาก Place เราก้อเดินเพื่อดูเมืองลีอองต่อไปเรื่อยๆ ตั้งใจว่าจะเดินไปถึงตรงถนนคนเดิน ระหว่างทางก้อผ่าน Theatre ที่เค้าเอาไว้แสดงโอเปร่า ด้านหน้า มีกล้องอะไรก้อไม่รู้ เห็นคนยืนส่องกันอยู่ แลดูหน้าสนใจ เราเลยเข้าไปส่องดูบ้าง ปรากฏว่า เป็นกล้องส่องทางไกลที่ส่องเข้าไปในตัวอาคาร เพื่อให้เราเห็นสภายภายในโรงละครว่าเป็นอย่างไร เจ๋งดี แต่แบบว่า รูมันเล็กไปหน่อย มองไรไม่ค่อยได้มากเลยอ่ะ

แล้วก้อออกเดินต่อไปที่ Place de la Republique ซึ่งเป็นย่านคนเดิน อืม..เทียบก้อเหมือนเป็นแหล่งวัยรุ่นอ่ะ เสียดาย ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะว่า มันหนาวมาก ไม่สามารถ เอามือออกมาจากกระเป๋าได้เลย ก้อเลยได้แต่ เดินไปเรื่อยๆ แล้วก้อนั่งรถไฟกลับไปที่จอดรถ

ในสถานีรถไฟ มีรูปโฆษณาที่มีคนมือบอนมาวาดหนวดให้นางแบบ ตลกดีเลยถ่ายรูปมาให้ดีกัน แถมมีอีกรูปนึงเป็นรูปซาตานกะลังถอดกางเกง น่ารัก ดี ...



.. Lyon Opera Theatre ..




.. Place de la Republique ..
It's shopping area for Lyonains.



.. Ad. in Metro station ..





... Sunny and a little Devil ...

ห้าโมงเย็นกว่าๆ เราก้อออกเดินทางเพื่อไปค้างที่ Clermont Ferrand สภายอากาศย่ำแย่มากๆ หมองลง แถมหนาวอีกตังหาก เห้อ...ไม่รู้ว่าที่ Clermont จะเป็นยังงัย ... ติดตามกันต่อไปนะจ๊ะ

...To be continue: Clermont Ferrand - an incongruous capital for rustic Auvergne

Wednesday, November 22, 2006

Avignon: เมืองแห่งโปปส์

อะ-วิ-ยองค์ เป็นเมืองท่องเที่ยวขึ้นชื่อของฝรั่งเศสอีกเมืองนึง โดยเฉพาะหน้าร้อน จะมีนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด เมืองนี้จัดได้น่ารักมากๆ คือ ตัวเมืองจะล้อมรอบด้วยกำแพง เหมือนป้อมปราการในสมัยก่อน ที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือก้อ Palais des Papes (พระราชวังของโปปส์) และ Le Pont Saint-Benezet (สะพาน เซนต์ เบเนเซท์) นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว ที่นี่เหมาะสำหรับคนที่ชอบงานศิลปะต่างๆ เพราะที่นี่ถือว่าเป็นต้นกำเนิด อันดับต้นๆ ของฝรั่งเศสเลยทีเดียว


Avignon: great city of the popes and for centuries one of the major artistic centres of Frances.

Le Palais des Papes: พระราชวังแห่งโปปส์

สถานที่แรกที่เราไปดูคือพระราชวังของโปปส์ ที่นี่ถือว่าเป็นมรดกโลกแห่งนึงเชียวนะ (UNESCO World Heritage) มีความสำคัญมากๆ เพราะโปปส์แทบทุกคนจะมาพักที่นี่ ในแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่ละคนก้อสร้างห้องส่วนตัวของตัวเองขึ้นมาแล้วแต่สไตล์ใคร สไตล์มัน เสียดายที่ เค้าไม่ให้ถ่ายรูปด้านใน แต่ก้อมีแอบๆ ถ่ายมาได้บ้างเวลาไม่มีคนเห็น (แหะๆ) ที่นี้ต้องเสียเงินเข้าไปชม แต่เราก้อยอมเสียอ่ะ เพราะอยากรู้ว่าพวกโปปส์เค้าอยู่กันยังงัย แล้วเรามีบัตรนักเรียนลดราคาได้ด้วย นอกจากได้เข้าไปดูแล้ว เค้ายังมีเทปให้เราฟังด้วยว่าอะไรเป็นอะไร มีให้เลือกหลายภาษา มีภาษาจีนด้วย แต่... ม่ะมีภาษาไทยอ่ะ เราก็อาศัยฟัง ภาษาอังกฤษเอาละกัน ไอ้เจ้าเทปที่ว่าเนี่ยะ หน้าตาเหมือนรีโมททีวีอันใหญ่ๆ เราเดินไปตรงไหน เบอร์อะไรก้อกดเบอร์นั้นๆ เพื่อฟังประวัติความเป็นมา สนุกมากๆ ซันนี่แทบฟังมันทุกอันเลย ตามประสาคนชอบอะไรพวกนี้อยู่แล้ว ส่วนเรา ... แหะๆ ฟังเฉพาะอันหลักๆอ่ะ ให้ฟังหมด เบื่อตายเลย






Le Palais des Papes (The palace of Popes): The biggest Gothic Palace in the world. The Popes' Palace, both a powerful fortress and a magnigicient palace, was the seat of the Christian world in the 14th century. This exceptional monument recognized as UNESCO World Heritage site, bears the mark of the nine popes who succeeded one another there, the most famous of whom were Benedict XII and Clement VI.





Inside the palace. Actually they don't allow you to take the photo. However for you guys...I tried my best.

เดินอยู่ในปราสาท นานมากๆ เกือบสองชั่วโมงได้ เพราะใหญ่มากๆ แล้วก้อต้องใช้เวลาในการฟังบรรยายแต่ละห้อง แต่ละส่วน เดินจนเหนื่อยอ่ะ

ออกมาจากปราสาท เราก้อต้องไปดูสะพานแห่ง เซนต์ เบเนเซท์ ต่อ เพราะตั๋วที่เราซื้อเป็นตั๋วคู่ ได้เข้าทั้งปราสาท และสะพาน ... สะพานที่ว่าก้ออยู่ไม่ไกลจากปราสาทเท่าไหร่ เดินไปได้ ระหว่างทาง มีมุมสวยๆ เลยขอแวะถ่ายรูปหน่อย เป็นการพักเหนื่อยไปในตัว

มีรูปนึงจะเห็นว่าเป็นเหมือนตึกที่มีหน้าต่างบานใหญ่ๆ แต่ดูให้ดี จริงๆแล้วไม่ใช่หน้าต่างอ่ะ มันเป็นรูปภาพที่เค้าวาดไว้ที่ผนังตึก ดูเหมือนว่าตึกนั้นมีหน้าต่าง เท่ห์ สุดๆ...





On the way from Palace to Saint-Benezet bridge



Look at the building carefully. They are not the real windows but PAINTINGs.

Le Pont Saint-Benezet: สะพานเซนต์เบเนเซท์
เดินจากปราสาทมาสักประมาณสิบนาที ก้อจะถึงสะพานเซนต์เบเนเซท์ (Pont อ่านว่า โป๊ง แปลว่า สะพาน จ้า) เหมือนเดิม ที่นี่มีแจกรีโมทยักษ์เพื่อให้ฟังบรรยายด้วย แล้วก้อมีป้ายเตือนว่า ให้ระวังจับราวสะพานให้ดี ถ้าคุณมีเด็กก้อให้จับเด็กไว้ดีๆ ... งงหละสิ ว่าเตือนทำไม คือว่า เมืองนี้ลมแรงไม่แพ้ มาร์เซย เลยทีเดียว โดยเฉพาะบนตัวสะพาน คือเราเห็นป้ายก้อหนาวแล้ว กลัวโดยลมพัดตกแม่น้ำ (แหะๆๆ ทำเหมือนตัวเองตัวเล็กมาก)

สะพานนี้ถ้าแปลจากชื่ออังกฤษจะแปลว่า สะพานแห่งตำนาน เพราะประวัติความเป็นมายาวนานมาก สร้างเมื่อศตวรรษที่ 12 พาดผ่านแม่น้ำ Rhone เกิดการเสียหายบ่อยมากๆ เนื่องจากน้ำท่วม และสงคราม มีการซ่อมแซมเรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ 17 ก้อเลิก (คงท้อใจ) ทำให้สะพานตอนนี้เหลือแค่ครึ่งเดียว (สะพานขาดครึ่งก้อเอามาทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ คิดดูละกัน) ที่สำคัญก้อคือ สะพานนี้มีเพลงประจำสะพานด้วย เค้าพูดกันว่า เป็นเพลงที่ดังมากๆ และทำให้สะพานนี้โด่งดังไปทั่วโลก แต่... นางสาววนาไม่รู้จักเจ้าคะ เพลงอะไรก้อไม่รู้ เหอๆๆ


Le Pont Saint-Benezet : "A Legendary Bridge" The bridge, built in the 12th century, was often damaged by the raging flood waters of the Rhone river, and during wars. Repaired and rebuilt again and again, it was definitively abandoned in the 17th century. Discover the legend of its construction and the song which has made it famous the world over...(but I don't know this song..)








ออกจากสะพาน ก้อเดินกลับไปที่รถ (จอดรถไว้หน้าสถานีรถไฟ) ระหว่างทางหิวหงะ เลยทำการฟาด Kabab ไปคนละครึ่งอันกับซันนี่ ลองท้องไปก่อน เพราะต้องเดินทางอีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ เพื่อไปเมือง Lyon (ลี-ยอง) แล้วจะทำการพักที่เมืองนี้หนึ่งคืน งานนี้พักฟรีอีกแล้วคะ ได้รับการอนุเคราะห์จากเพื่อนของบินิท (เพื่อนที่เอไอที) มาอีกที แบบว่าไม่มีใครรู้จักเค้าหรอกนะ บินิทบอกซันนี่มาว่า มีเพื่อนชาวเนปาลทำงานอยู่ที่เมืองนี้ ให้ซันนี่ติดต่อได้เลย เราก้อติดต่อไว้แล้วหละ เค้าให้ที่อยู่มาเรียบร้อย ไปถึงก้อคงรู้อ่ะว่าหน้าตาเป็นยังงัย แหะๆๆ ขอบคุณคร้าบบ บินิท...

... To be continue..Lyon:France's third-largest city...