Wednesday, November 22, 2006

Avignon: เมืองแห่งโปปส์

อะ-วิ-ยองค์ เป็นเมืองท่องเที่ยวขึ้นชื่อของฝรั่งเศสอีกเมืองนึง โดยเฉพาะหน้าร้อน จะมีนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด เมืองนี้จัดได้น่ารักมากๆ คือ ตัวเมืองจะล้อมรอบด้วยกำแพง เหมือนป้อมปราการในสมัยก่อน ที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือก้อ Palais des Papes (พระราชวังของโปปส์) และ Le Pont Saint-Benezet (สะพาน เซนต์ เบเนเซท์) นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว ที่นี่เหมาะสำหรับคนที่ชอบงานศิลปะต่างๆ เพราะที่นี่ถือว่าเป็นต้นกำเนิด อันดับต้นๆ ของฝรั่งเศสเลยทีเดียว


Avignon: great city of the popes and for centuries one of the major artistic centres of Frances.

Le Palais des Papes: พระราชวังแห่งโปปส์

สถานที่แรกที่เราไปดูคือพระราชวังของโปปส์ ที่นี่ถือว่าเป็นมรดกโลกแห่งนึงเชียวนะ (UNESCO World Heritage) มีความสำคัญมากๆ เพราะโปปส์แทบทุกคนจะมาพักที่นี่ ในแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่ละคนก้อสร้างห้องส่วนตัวของตัวเองขึ้นมาแล้วแต่สไตล์ใคร สไตล์มัน เสียดายที่ เค้าไม่ให้ถ่ายรูปด้านใน แต่ก้อมีแอบๆ ถ่ายมาได้บ้างเวลาไม่มีคนเห็น (แหะๆ) ที่นี้ต้องเสียเงินเข้าไปชม แต่เราก้อยอมเสียอ่ะ เพราะอยากรู้ว่าพวกโปปส์เค้าอยู่กันยังงัย แล้วเรามีบัตรนักเรียนลดราคาได้ด้วย นอกจากได้เข้าไปดูแล้ว เค้ายังมีเทปให้เราฟังด้วยว่าอะไรเป็นอะไร มีให้เลือกหลายภาษา มีภาษาจีนด้วย แต่... ม่ะมีภาษาไทยอ่ะ เราก็อาศัยฟัง ภาษาอังกฤษเอาละกัน ไอ้เจ้าเทปที่ว่าเนี่ยะ หน้าตาเหมือนรีโมททีวีอันใหญ่ๆ เราเดินไปตรงไหน เบอร์อะไรก้อกดเบอร์นั้นๆ เพื่อฟังประวัติความเป็นมา สนุกมากๆ ซันนี่แทบฟังมันทุกอันเลย ตามประสาคนชอบอะไรพวกนี้อยู่แล้ว ส่วนเรา ... แหะๆ ฟังเฉพาะอันหลักๆอ่ะ ให้ฟังหมด เบื่อตายเลย






Le Palais des Papes (The palace of Popes): The biggest Gothic Palace in the world. The Popes' Palace, both a powerful fortress and a magnigicient palace, was the seat of the Christian world in the 14th century. This exceptional monument recognized as UNESCO World Heritage site, bears the mark of the nine popes who succeeded one another there, the most famous of whom were Benedict XII and Clement VI.





Inside the palace. Actually they don't allow you to take the photo. However for you guys...I tried my best.

เดินอยู่ในปราสาท นานมากๆ เกือบสองชั่วโมงได้ เพราะใหญ่มากๆ แล้วก้อต้องใช้เวลาในการฟังบรรยายแต่ละห้อง แต่ละส่วน เดินจนเหนื่อยอ่ะ

ออกมาจากปราสาท เราก้อต้องไปดูสะพานแห่ง เซนต์ เบเนเซท์ ต่อ เพราะตั๋วที่เราซื้อเป็นตั๋วคู่ ได้เข้าทั้งปราสาท และสะพาน ... สะพานที่ว่าก้ออยู่ไม่ไกลจากปราสาทเท่าไหร่ เดินไปได้ ระหว่างทาง มีมุมสวยๆ เลยขอแวะถ่ายรูปหน่อย เป็นการพักเหนื่อยไปในตัว

มีรูปนึงจะเห็นว่าเป็นเหมือนตึกที่มีหน้าต่างบานใหญ่ๆ แต่ดูให้ดี จริงๆแล้วไม่ใช่หน้าต่างอ่ะ มันเป็นรูปภาพที่เค้าวาดไว้ที่ผนังตึก ดูเหมือนว่าตึกนั้นมีหน้าต่าง เท่ห์ สุดๆ...





On the way from Palace to Saint-Benezet bridge



Look at the building carefully. They are not the real windows but PAINTINGs.

Le Pont Saint-Benezet: สะพานเซนต์เบเนเซท์
เดินจากปราสาทมาสักประมาณสิบนาที ก้อจะถึงสะพานเซนต์เบเนเซท์ (Pont อ่านว่า โป๊ง แปลว่า สะพาน จ้า) เหมือนเดิม ที่นี่มีแจกรีโมทยักษ์เพื่อให้ฟังบรรยายด้วย แล้วก้อมีป้ายเตือนว่า ให้ระวังจับราวสะพานให้ดี ถ้าคุณมีเด็กก้อให้จับเด็กไว้ดีๆ ... งงหละสิ ว่าเตือนทำไม คือว่า เมืองนี้ลมแรงไม่แพ้ มาร์เซย เลยทีเดียว โดยเฉพาะบนตัวสะพาน คือเราเห็นป้ายก้อหนาวแล้ว กลัวโดยลมพัดตกแม่น้ำ (แหะๆๆ ทำเหมือนตัวเองตัวเล็กมาก)

สะพานนี้ถ้าแปลจากชื่ออังกฤษจะแปลว่า สะพานแห่งตำนาน เพราะประวัติความเป็นมายาวนานมาก สร้างเมื่อศตวรรษที่ 12 พาดผ่านแม่น้ำ Rhone เกิดการเสียหายบ่อยมากๆ เนื่องจากน้ำท่วม และสงคราม มีการซ่อมแซมเรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ 17 ก้อเลิก (คงท้อใจ) ทำให้สะพานตอนนี้เหลือแค่ครึ่งเดียว (สะพานขาดครึ่งก้อเอามาทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ คิดดูละกัน) ที่สำคัญก้อคือ สะพานนี้มีเพลงประจำสะพานด้วย เค้าพูดกันว่า เป็นเพลงที่ดังมากๆ และทำให้สะพานนี้โด่งดังไปทั่วโลก แต่... นางสาววนาไม่รู้จักเจ้าคะ เพลงอะไรก้อไม่รู้ เหอๆๆ


Le Pont Saint-Benezet : "A Legendary Bridge" The bridge, built in the 12th century, was often damaged by the raging flood waters of the Rhone river, and during wars. Repaired and rebuilt again and again, it was definitively abandoned in the 17th century. Discover the legend of its construction and the song which has made it famous the world over...(but I don't know this song..)








ออกจากสะพาน ก้อเดินกลับไปที่รถ (จอดรถไว้หน้าสถานีรถไฟ) ระหว่างทางหิวหงะ เลยทำการฟาด Kabab ไปคนละครึ่งอันกับซันนี่ ลองท้องไปก่อน เพราะต้องเดินทางอีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ เพื่อไปเมือง Lyon (ลี-ยอง) แล้วจะทำการพักที่เมืองนี้หนึ่งคืน งานนี้พักฟรีอีกแล้วคะ ได้รับการอนุเคราะห์จากเพื่อนของบินิท (เพื่อนที่เอไอที) มาอีกที แบบว่าไม่มีใครรู้จักเค้าหรอกนะ บินิทบอกซันนี่มาว่า มีเพื่อนชาวเนปาลทำงานอยู่ที่เมืองนี้ ให้ซันนี่ติดต่อได้เลย เราก้อติดต่อไว้แล้วหละ เค้าให้ที่อยู่มาเรียบร้อย ไปถึงก้อคงรู้อ่ะว่าหน้าตาเป็นยังงัย แหะๆๆ ขอบคุณคร้าบบ บินิท...

... To be continue..Lyon:France's third-largest city...

1 Comments:

Anonymous Anonymous said...

hey hey i like you blog a'.. Fun Fun

Keep doing na. I will do mine soon.. if you still remember a' ^^">

King

1:00 PM

 

Post a Comment

<< Home