Wednesday, February 13, 2008

Who said Valentine is worthless?

14 February Happy Valentine Day,

I started my VDay with loneliness but my day ended with the huge happiness. It was not because you sent me the very nice red rose my love. It was because of what you did for me darling. It hit me so bad. I could not stop smiling whole day long.

We are such a far away from each other but today you have proved we are not that far. Distance does not matter for both of us. We are together everywhere we go, everything we do in every single minute we breathe. Whatever we used to do together we still can to do it. It seems you are just here with me darling.

Who said Valentine is worthless?

Not me surely. Today is not just Valentine Day for me because of you my love. It is such a meaningful day for me ever. You are so cute my love. I will remember this day for my whole life.

Love you forever, Kissy…

Tuesday, January 15, 2008

มื้อเย็นแสนโปรด

......

หลังจากได้ลิ้มชิมรส สลัดเนื้อผัดซีอิ๊วของภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นฟูจิ (เรื่องซะเต็มยศเชียว) มาหลายครั้งหลายครา ด้วยความชอบอย่างแรง เลยตัดสินใจว่า มาลองทำเองดีกั่วฟะ จะไปเสียสตางค์ทำไม งุงิ

อีนู๋ไผ่ก็เลยออกเดินสำรวจตลาด ตามล่าหาน้ำสลัดฟูจิ เพื่อนำมาสนองตัณหา แล้วก็ไปพบเจอเหยื่อที่ Foodland แถวบ้านนี่เอง นู๋ไผ่เลยสอยผักสลัด น้ำสลัด และเนื้องามๆ ติดไม้ติดมือมา

ลองผิดลองถูก ก็ออกมาหน้าตาเงี่ยะ อย่างที่เห็น

หน้าตาไม่ดีเหมือนที่ร้าน แต่รับรองความอาหร่อย รสชาดเหมือนของจิงเด๊ะ.... จะไม่ให้เหมือนได้งัย ก็น้ำสลัดมันตัวเดียวกัน ไม่ได้ทำยากเย็นอารัยเล้ยย ให้ตายดิ้น...อันนี้เรียนเชิญเพื่อนๆ คนใดที่ชื่นชอบอาหารผักๆ รับเมนูนี้ไว้ในอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ .....

ส่วนนู๋ไผ่ขอยึดเมนูนี้เป็นที่พึ่งพิงไปอีกสักอาทิตย์ จนกว่าผักจาหมด ......... กริ้วววววววว

Tuesday, December 18, 2007

Effect of Starbuck's on corporate life: episode 2

เมื่อวาน เกริ่นนำเรื่องสตาร์บัคไปเล็กน้อย วันนี้มาเพิ่มกันหน่อยดีกว่า

หลังจากที่มีหลายคนได้เห็นป้ายสตาร์บัค เรื่องนี้กลายเป็น talk of the office กันเลยทีเดียวคะ ทุกคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า หมดตูดแน่งานนี้ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมทุกคนต้องคิดเหมือนกัน ถ้ามันแพงจิง ก็ไม่ต้องกินมันก็สิ้นเรื่อง จิงมั้ยคะคุณขา ... แต่อย่าเอ็ดไป อีหนูไผ่ก็ทำมิได้เจ้าคะ ก็ของมันยั่ว จะไม่ให้หลวมตัวก็ไม่ได้ ชิมิ

วันนี้เลยมีหัวข้อมาว่า เราจะตั้งเป้ากินกันเท่าไหร่ดี

พี่สาวคนนึงบอกว่า พี่ตั้งไว้แล้วว่า 1 แก้วต่ออาทิตย์ แต่อันนี้แหล่งข่าวไม่ได้บอกว่า อย่างน้อย 1 แก้ว หรือ อย่างมาก นะเจ้าคะ

ส่วนพี่อีกคนบอกว่า ของพี่นี่ต้องวันละแก้ว...จ๊าก...คุณพี่ขา วันละแก้ว ถึงขั้นหมดตัวเลยนะคะพี่ขา

พี่ๆบอกว่า ไม่เป็นไร เราตั้งเป้าไว้ แล้วไปลดค่าใช้จ่ายตัวอื่นแทน เช่น เลิกใช้ทางด่วน ออกจากบ้านเร็วหน่อยจะได้ไม่เจอรถติด

.... เอ่อ ฟังไปฟังมา มีเหตุผลนะพี่คะ ตื่นเช้าขึ้น ออกจากบ้านเร็วขึ้น เพื่อมาซื้อกาแฟกิน ไม่ต้องห่วงว่าจะง่วงเหงาหาวนอนเพราะการตื่นเช้า เพราะเราได้กินสตาร์บัคเพื่อแก้ง่วงเป็นที่เรียบร้อย... อืม มีหลักการจิงๆ คะ ....

ถ้าเดี๊ยนเป็นผู้บริหารสตาร์บัคแล้วมาได้ยินอย่างนี้นะ ดีใจตายชักเลย ยังไม่ต้องทำไรเลย แบรนด์มันก็ขายตัวมันเองเป็นที่เรียบร้อย โอ๊ยยยย นี่แหละนะ charismatic marketting...

พูดถึงเรื่องง่วง..มันก็เป็นเหตุผลที่ดีที่อีหนูไผ่ไม่ควรบริโภคสตาร์บัคในเวลางาน เพราะไม่รู้ทำไม กินทีไรง่วงทุกที ม่ะเข้าใจหงะ กาแฟเจ้าอื่นไม่เห็นเป็นเลย แต่อีคาราเมลมัคคิอ่าโต่ (กรุณาออกเสียงแบบอิตตาเลี่ยนด้วยนะ) กินทีไร หลับทู้กกกที....

Effect of Starbuck's on corporate life: episode 1

เมื่อสองสามอาทิตย์ก่อน ชั้นล่างของตึกมีการล้อมคอกกันกลางลานอย่างโดดเด่นเป็นสง่า สาวออฟฟิศอย่างเราก็มีการถกเถียงกันด้วยความสงสัยว่ามันคืออะไรหว่า

พี่สาวคนนึงบอกว่า คงเป็นมอไซไต่ถังหนะน้อง เพราะดูจากรูปลักษณ์แล้ว เหมือนกับมอไซไต่ถังแถวบ้านเลย พี่ก็ช่างจินตนาการนะคะ จะมาไต่ไรกันกลางตึกอย่างนี้หละคะคุณขา จนมาเมื่อวาน ความสงสัยก็เริ่มมีมากขึ้น เพราะตอนนี้มันไม่ใช่แค่รั้วแล้วคะ แม่เจ้า ... มันเริ่มมีอะไรมากขึ้นมากขึ้นตามลำดับ นอกจากรั้ว (ที่เหมือนถังให้มอไซไต่) ก็เริ่มมีการกั้นเป็นห้องหับ หน้าตาดีเชียว อีหนูไผ่ก็คิดว่าจะเป็นโชว์รูมคอนโดไรสักอย่าง ว่าเข้าไปนั่น ...

คราวนี้พี่สาวอีกคนพูดขึ้นมาว่า น่าจะเป็นคอฟฟีช็อปนะน้อง.. โห คุณขา ถ้าใครๆเคยมาตึกอิชั้น จะรู้ว่ามีร้านกาแฟมากมายก่ายกอง แข่งกันไม่หวาดไม่ไหว (แต่อีหนูไผ่ก็ไม่เคยลองสักที) แค่นี้ก็จะแย่แล้ว จะมาเปิดอีกไรนักหนาคะพี่ขา ... ยังพูดกันไม่ทันขาดคำ เราก็เดินผ่านป้ายอันนึงที่ทำให้สองสาวออฟฟิศอย่างเราหน้าตาเหรอหรา ประหนึ่งเจอของโดนใจอย่างแรง... ป้ายที่ว่าเป็นไรไม่ได้คะ นอกจากเงือกสาวพราวเสน่ สาวน้อย Starbuck's นั้นเองเจ้าคะ

งานนี้แย่แล้วคะคุณขา..ตอนเช้าเปิดประตูเข้ามาสิ่งแรกที่เจอคือ Starbuck's กลางวันเดินลงมากินข้าวก็ต้องเจอ ตอนเย็นก่อนกลับบ้านก็ต้องผ่านมันอีก... อีหนูไผ่จะอดใจงัยไหวเจ้าคะ ลำพังไม่เห็นร้านได้แต่กลิ่นยังลมแทบจับด้วยความอยาก แล้วนี่ เล่นมาตั้งกันโดดเด่นเป็นสง่าราศีอย่างนี้ ซวยคะคุณ พูดได้คำเดียว

งานนี้ expense เพิ่มกระฉูด พร้อมๆ กับน้ำหนักตัวที่น่าจะตามมาจากปริมาณการบริโภค... ทำงัยดีหละคะคุณขา แย่แล้ว..ต้องมานั่งดีดลูกคิดกันใหม่หละทีนี้.......เห้อ

Tuesday, December 04, 2007

4 December 2007

ทำงานวันที่สองคะ วันนี้ค่อยยังชั่วหน่อย สมองกลับมาทำงาน (นิสนึง) เมื่อวานนี้ไม่ไหวเลยเจ้าคะ ป่วยแหลก ต้องซัดยาทั้งวันเลย ไม่งั้นตัวสั่นงันงก สมองไม่ทำงาน กินไรก็ไม่ค่อยลง วันนี้กินลงนะ แต่พอกินแล้วกลับมาเจ็บคออีก เลยกินไปได้หน่อยเดียว แต่ก็ยังดี ที่สมองยังแล่นหน่อย เพราะวันนี้ประชุมทั้งวัน ถ้าเป็นเมื่อวานคงตายเจ้าคะ อีหนูไผ่

วันนี้มีจุดพลุที่สนามม้านางเลิ้งด้วย อยากไปดูใจจะขาด ถ้าไม่ป่วยนะ ไม่มีพลาด แต่นี่ป่วยก็ป่วย ไม่กล้าแรดคะ กลัวว่าเดี๋ยวป่วยหนักกว่าเดิม ทำงานไม่ไหว แย่เลย

อิจฉา อิจฉา คนได้ดูพลุหง่า....เอารูปมาสังเวยซะดีดีเลยพี่น้อง

Friday, November 23, 2007

ปรากาศ ปรากาศ

ในที่สุด ข้าพเจ้าก็ได้สำเร็จเสร็จสิ้นกับเจ้ารีเสิร์ชน้อยกลอยใจเป็นที่เรียบร้อย นี่ก็กลับมาแก้รายงานนิดโหน่ย ก็จะเสร็จสิ้นทุกพิธีการ มีเวลาหนึ่งอาทิตย์ก่อนเริ่มงาน ขอเที่ยวให้เต็มที่ (ที่ผ่านมายังเที่ยวไม่พอ ว่างั้น) เสร็จแล้วก็เตรียมรับปริญญาในวันที่ 21 ธันวาคม นะเจ้าคะ ขอเรียนเชิญญาติสนิทมิตรสหาย ผู้ใดว่าง เชิญมาถ่ายรูปร่วมกันเพื่อเป็นสักขีพยานในที่สถาบันเอไอที ณ รังสิต ราวๆเที่ยงๆ บ่ายๆ ได้นะเจ้าคะ เพราะต้องเข้าไปรับตั้งแต่ 8-9 โมงเช้า เพื่อนๆ ไม่ต้องแหกขี้ตามาแต่หัววันหรอกนะ ตากล้องทั้งหลาย กรุณาทำตัวให้ว่างด่วน นางแบบพร้อมแล้ว.... งานนี้มีแอบเซ็งนิสนึง ตาลุงซันนี่ไม่อยู่ร่วมงานนี้ด้วย เพราะพี่แกยุ่งเหลือหลาย ต้องกลับบ้านไปทำมาหากิน เซ็งหวะ

Sunday, November 11, 2007

Love Message

I'm reading one Novel and find this love song. One guy composed this for his beloved. The meaning is good. I like it. Hope you guys think so.

There is no reason why I delight
Every time I meet you, my whole world becomes bright
Tell me why you obscure my mind's sight
Tell me why you are my dream through every long night

Maybe this is the love I never knew
Maybe this is the love I'm waiting for
Maybe this is true love I'm passing through
Maybe this is you, the one I adore

No matter if you don't know the answer
I'll hold your hand and won't be apart
No matter what it takes till forever
Please know that you'll always be in my heart

..................................... LOVE.........

Saturday, March 24, 2007

23 กุมภาพันธ์ 2550 - แมดริด...เมืองหลวงแห่งสเปน

ก่อนอื่นต้องขอประทานโทษที่ไม่ได้อัพเดทข้อมูลเลย เพราะงานเยอะมากเจ้าคะ แต่ตอนนี้เบื่อ เหนื่อย เซ็ง เลยมาอัพบลอกดีกว่า

สมาชิกทริปนี้ ก็มี น้องบี ไผ่ ซันนี่ เป็นตัวยืนพื้น แล้วก็มีคนมาจอยเรื่อยๆ เป็นจังหวะๆ ทริปนี้ไม่นานเหมือน ทริปที่แล้วคะ แค่ 8 วัน ไปทั้งหมดแค่ 2 ประเทศเท่านั้นคะ คือสเปน (แมดริด และ บาเซโลนา) และ อิตาลี (โรม) คะ แม้จะน้อยแต่ก็เรื่องให้ตื่นเต้นตั้งแต่ต้นกันเลยทีเดียว ตั้งแต่ซื้อตั๋วแล้ว ตอนแรกกะว่าจะนั่งรถไฟตอนกลางคืน แล้วไปถึงแมดริดตอนเช้า จะได้ไม่ต้องเสียค่าโรงแรม แถมอยากได้ประสบการณ์การนอนตู้นอนของที่นี่ แต่แล้วก็เกิดการผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ ตั๋วที่ได้มาดันผิดวัน เห้อ.. ก็ไม่รู้เกิดการผิดพลาดที่ตรงไหน สุดท้ายก็เลยต้องหาตั๋วเครื่องบิน ไอ้รถไฟ ก็อดไป....เท่านี้ยังไม่พอคะ คืนก่อนบิน เวลาประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ อีหนูไผ่กับซันนี่กำลังจะเข้านอนแล้ว น้องบีก็โทร.มาด้วยความตื่นเต้น ให้พวกเราทุกคนตรวจสอบตั๋วเครื่องบินขากลับมาปารีส ว่าเป็นวันที่เท่าไหร่ เพราะของน้องบี เป็นวันที่ 3 เดือนกุมภา ซึ่งมันได้ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ดูกันด้วยความตกใจ ปรากฏว่าของเราหนะถูกต้องทุกประการ 3 มีนา เจ้าคะ มีน้องบีคนเดียวที่ซื้อผิด ลำบากน้อง ต้องมาซื้อตั๋วราคาแพง 70 ยูโร (พวกเราซื้อกัน 10 ยูโรเท่านั้น) เห้ออ...น้องมันทำเอาเราตื่นเต้นจนนอนไม่หลับกันเลยทีเดียว.. หัวใจจะวาย

ว่าแล้วก็มาเริ่มทริปเรากันดีกว่า เริ่มจากแมดริด (สเปน เมืองแห่งวัวกระทิง)...
เนื่องจากต้องบินบ่ายสี่โมง และต้องไปถึงสนามบินตั้งแต่ บ่ายสองครึ่ง เราเลยตัดสินใจกันว่า เราจะกินข้าวเที่ยงที่โรงเรียนแล้วก็ไปสนามบินเลย ไม่ต้องเสียเวลากลับมาที่บ้านอีก สามคนเลยต้องหอบกระเป๋าไปที่โรงเรียนด้วย ทุลักทุเลเล็กน้อย แต่โอเค ..กินข้าวเสร็จ ก็ไปสมทบกับแองก้า เพื่อนสาวชาวเยอรมัน ที่สถานีรถบัส เพื่อเดินทางไปสนามบินด้วยกัน แองก้าตื่นเต้นมากกับทริปนี้ เพราะเธอเคยเรียนและทำงานที่นี่มาก่อน งานนี้เราเลยยกให้เธอเป็น leader ไปเลย ...

ไปถึงแมดริดก็หกโมงเย็น สนามบินแมดริด สวยงามอลังการ เพราะเพิ่งสร้างเสร็จสดๆร้อนๆ แต่ไผ่ว่า สุวรรณภูมิเรา ก็คงสวยไม่แพ้กัน นั่งแทกซี่ไปที่โรงแรม เก็บข้าวของ เตรียมตัวกินข้าวเย็น ... ก่อนออกไปกินข้าว เราต้องไปตามหาเพื่อนเราอีกคนนึงก่อน Vera เพื่อนสาวชาวรัสเซีย เธอก็มาเที่ยวแมดริดเหมือนกัน แต่แบบว่าไม่ได้นัดหมายมาก่อน เพิ่งมารู้ว่าเพื่อนมาเที่ยวก่อนออกเดินทางนี่เอง เธอบินมาตั้งแต่เช้า ก่อนออกวีร่าให้ชื่อโรงแรมไว้ ปรากฏว่า ไอ้โรงแรมนั้นหนะ มันอยู่ตึกเดียวกันกับโรงแรมที่พวกเราจอง ห้องหล่อนก็อยู่เหนือเราไปแค่ชั้นเดียวเอง บังเอิญสุดๆ พอเรารวมพลเรียบร้อย ก็ออกเดินไปหาไรกินกัน

งานนี้แม่ทัพแองก้า พาไปกิน Tapas (ทา-ปาส) ซึ่งถือว่าเป็นอาหารประจำสเปนเลยก็ว่าได้ ใครมาสเปนแล้วไม่ได้กิน ถือว่าเชย...และอีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยคือ แซงเกรีย (ไวน์อ่อนๆ ผสมผลไม้ ดื่มเย็นๆ ชื่นใจ) ร้านอาหารที่ว่าเนี่ยะ ต้องลงไปชั้นใต้ดิน นั่งกินไปมาความรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในถ้ำ แต่รสชาดอาหาร อร่อยมากๆ






Madrid Airport (Terminal 4) - the newest airport in Madrid. It's magnific.

Tapas คืออะไร ...

พูดง่ายๆ ทาปาสก็เหมือนอาหารว่างสำหรับคนสเปน เพราะคนที่นี่เค้ากินอาหารเย็นกันดึกมาก ราวๆ สามสี่ทุ่ม บางทีก็ปาไปห้าทุ่มกันเลยทีเดียว ดังนั้นหลังเลิกงานเค้าก็จะชวนกันไปกินไอ้ทาปาสนี่ลองท้องกันไปก่อน (แต่สำหรับเรา ไม่ลงไม่ลองท้องแล้ว กินกันจิงจังกันเลยทีเดียว) จริงๆแล้ว ทาปาสภาษาสเปน แปลว่า ด้านบน ที่มาก็คือ แต่ก่อนเวลาเค้าเสิร์ฟอาหารให้กษัตริย์ เพื่อให้มันรักษาความอุ่นของอาหารไว้ เค้าก็จะเอาจานพวกนี้วางไว้ด้านบนของที่อุ่นอาหาร แล้วที่มันเป็นอาหารจานเล็กๆ เพื่อให้กษัตริย์ได้กินอาหารหลายๆอย่าง เค้าก็จะทำเป็นจานเล็กๆ กินอย่างละนิดละหน่อย จะได้กินได้เยอะๆ นั่นเอง... แต่ถ้าพูดถึงทาปาสจากทางเหนือของสเปนเนี่ยะ เค้าจะแปลกไปอีกแบบนึง คือมันจะไม่ใช่อาหารที่มาเป็นจานๆ แต่จะคล้ายๆ อาหารที่บ้านเราเรียกกันว่า คอกเทล นั่นเอง คือการเอาของกินต่างๆ วางไว้บนขนมปัง แล้วทำเป็นชิ้นๆ ชิ้นละคำๆ .. อย่างนี้เค้าก็เรียก ทาปาสเหมือนกัน





TAPAS - First dinner in Madrid with Bee, Anke, Vera and Sunny.

หลังจากฟาดทาปาสกันจนอิ่มท้อง แองก้าก็พาเดินเล่นชมแมดริดยามค่ำคืน แล้วก็ไปเที่ยวผับกัน เพราะแองก้านัดเพื่อนๆ ที่เคยทำงานด้วยกันไว้ พวกเราก็ตามไปสมทบ แต่เนื่องจากว่า เหนื่อยกันเหลือเกิน เลยอยู่กันพักนึง แล้วก็กลับโรงแรม มานอนเอาแรง เตรียมตัวเที่ยวพรุ่งนี้เช้า ระหว่างทาง เดินไปเจอคุณลุงคนนึงกำลังกวาดถนนอยู่ หนุ่มสาวมีน้ำใจอย่างเราเลยรีบตรงรี่เข้าไปช่วยเหลือ ....


Bee and Anke: We're ready for the party!!!




อิอิ... ดูให้ดีๆ คุณลุงเค้าเป็นหุ่นเจ้าคะ แองก้าบอกว่า เค้ายืนอยู่ตรงนี้มานานกว่า 5 ปีแล้ว ...

รุ่งเช้า ออกไปหาอาหารเช้ากิน ชอบมากๆเลย เพราะอาหารเช้าที่นี่ มีไข่ดาว แฮม แบบที่อีหนูไผ่ชอบกิน ในร้านเค้าจะแขวนขาหมูรมควันไว้เต็มร้าน แลดูน่ากลัวดี แต่ไม่หวั่นคะ เพราะเราไม่สน เรากินอย่างเดียว.. อย่างนึงที่สาวแองก้า ภาคภูมิใจกับแมดริดก็คือว่า เราสามารถหาน้ำส้มคั้นสดๆ ได้ทุกที่ เพราะที่นี่เค้าจะดื่มน้ำส้มคั้นเป็นประจำทุกเช้า ขอบอกว่า อร่อยมากๆ หลังจากไม่ได้กินน้ำส้มคั้นสดๆ มานานมาก ดื่มเข้าไปแล้วสดชื่นสุดๆ งานนี้อีหนูไผ่สั่งเพิ่มอีกแก้ว แถมไปตบของซันนี่มาอีกแก้ว หนูช้อบ ชอบ หย่อยๆ




Take a look..They are smoked pork legs...


Madrid's breakfast with fresh orage juice...Good taste, healthy and CHEAP!!!

หลังจากท้องอิ่ม กองทัพเราก็เริ่มออกเดินทาง โดยมีสาวแองก้าเป็นแม่ทัพ เราตกลงกันว่า เราจะเดินดูเมืองกันไปเรื่อยๆ จนถึง Royal Palace ระหว่างทางผ่าน place อะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้แล้ว เค้ามีคนมานั่งเป็นมนุษย์หิน (ต้องเรียกว่า มนุษย์โคลน มากกว่า) เท่ห์ดี แล้วก็ยังมีรับถ่ายรูปแบบโบราณด้วย หนูไผ่ก็ชั่งใจอยู่ว่าจะเอาดีมั้ย แต่แพงอ่ะ 10 ยูโร เลยตัดสินใจ ไม่เอาดีกั่ว แบบว่า งก...


Muddy lady


Antique camera: 10-20 euro for 1 photo...



Jump Jump!!!

ระหว่างทางแอบเจอคุณลุงอีกคน ยื่นมองอะไรอยู่ก็ไม่รู้ คุณลุงหยิ่งมากเลย ถามไรก็ไม่ตอบ คุยด้วยก็ไม่คุยด้วย เราเลยจัดการถ่ายรูปคุณลุงซะเลย ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปนะ เรายังตกแต่งคุณลุง ให้กลายเป็นนักท่องเที่ยวด้วย หุหุ...



..Original version..






.. Tourist Version ..

และแล้วเราก็เดินจนมาถึง พระราชวัง ตอนแรกก็ว่าจะไม่เข้าไปข้างในแล้ว เพราะแถวยาวมาก แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว เลยตัดสินใจกันว่า เข้าไปดูสักหน่อยละกัน งานนี้สาวแองก้าขอบาย เนื่องจากคุณเธอมาหลายทีแล้ว เลยแยกกันชั่วคราว






.. Royal Palace or Palacio Real .. It was the principal royal residence until Alfonso XIII went into exile in 1931.

ออกมาจากพระราชวัง เหลือกันแค่ สามคน บี ซันนี่ ไผ่ เพราะ สาวแวร่าขอตัวไปสวีทกับหวานใจ สองต่อสอง เราสามคนเลยตัดสินใจ ไปชมเมืองกันเอง ก็ไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน เพราะหนังสือมันก็ไม่ได้บอกอะไรมากมายเลย ก็เลยไปดู น้ำพุอะไรสักอย่าง แหะๆๆ จำชื่อไม่ได้




เดินชมเมืองกันสักพัก ก็ตัดสินใจว่า กลับไปหาแองก้าดีกว่า แบบว่า หิวแล้ว ... อาหารเย็นสำหรับวันนี้เราจะไปกินอาหารเหนือของสเปนกัน แองก้าบอกว่า จะเป็นเนื้อย่าง ที่เราต้องย่างกันเองบนหินร้อนๆ อีหนูไผ่ตื่นเต้นสุดๆ เจ้าคะ ในที่สุดก็จะได้กินเนื้อย่างที่อยากกินมานาน อุอุ... แต่ปัญหาคือ คนที่นี่กินข้าวเย็นตอน 5 ทุ่ม ดังนั้น เราควรจะไปหาอะไรรองท้องกันก่อน ว่าแล้วก็โทรหาแองก้า แล้วไปนัดเจอกันที่ "Kilometre Zero" ....

ไม่ต้องงงจ้ะ ว่ามันคืออะไร ... Kilometre Zero เค้าถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นถนนหลักๆ ของสเปน ณ ตรงนี้จะมีสัญลักษณ์เมืองของสเปนอยู่ ก็คือ หมีน้อยกับต้น madrono แองก้าบอกว่า เป็นจุดนัดพบหลักของคนที่นี่เลยทีเดียว เพราะถือว่า โดดเด่นเป็นสง่า หาง่าย ไม่หลงแน่นอน... วันนี้โชคดี มีวงแมกซิกันมาเล่นตรงหมีน้อยด้วย


Kilometre Zero: from where six of Spain's National Routes begin. A statue of a bear pawing a madrono bush is both the emblem of the city and favourite meeting place.

หลังจากเราเจอแองก้า เราก็ไปหาอะไรกินรองท้องรอข้าวเย็น เสร็จแล้วก็กลับไปนอนเอาแรงที่โรงแรม เพราะคืนนี้ เรามีแผนกันว่า เราจะเที่ยวยันเช้า...อีหนูไผ่ตายแน่ แต่เอาเหอะ ว่างัยก็ว่าตามกัน งานนี้ตามน้ำขอรับ

Spanish food: it's northern style. we need to grill meats on the heating stone. It's so good and fun. I love it.

หลังจากกินอิ่ม...ก็ไปเที่ยวผับกัน งานนี้อีหนูไผ่สู้ไม่ไหวเจ้าคะ แบบว่าควันบุหรี่เยอะมาก แล้วก็คงเป็นเพราะเหนื่อยด้วย เลยหนีกลับมาก่อนกับซันนี่ ส่วนน้องบีกับแองก้า และเพื่อนคนอื่นๆ ขานั้นเค้าฟิต อยู่ต่อกันจนเช้าเลย รู้สึกว่าจะกลับมาที่ห้องก็ปาไปเกือบหกโมงแล้ว ... สุดยอด
เนื่องจากเที่ยวกันจนเช้า วันนี้เราเลยตื่นกันสายโด่ง เกือบอดกินอาหารเช้าแล้วเชียว เพราะอาหารเช้าเค้าหยุดเสิร์ฟตอนเที่ยงวัน เราเดินเข้าร้านก็อีก 5 นาทีเที่ยง ถือว่าโชคดีมากๆ ... ออกมาจากร้าน ไปเจอะกับ นักแสดงคนนึง เค้าเท่ห์มากเลย เค้าทำเหมือนว่า เค้าโดนลมพัดแรงมาก จนเสื้อผ้าปลิวไปหมด

Blown man: it's such strong wind.. he's blowing away...
หลังจากโด๊ปกันเรียบร้อย ก็ออกไปเดินดูเมืองนิดหน่อย เพราะวันนี้เราต้องเดินทางต่อไปที่โรม ไฟล์ทสี่โมงเย็น พวกเราเลยไม่ทำอะไรมาก เดินเล่นไปเรื่อยๆ ฝนตกพรำ ได้น้องบีคอยกางร่มบริการ น่ารักสุดๆ อีหนูไผ่ได้เป็นคุณนายอยู่สองนาที อิอิ
เดินกันไปสักพัก อยู่ดีๆ ฝนก็กระหน่ำตกลงมาอย่างไม่เกรงใจกัน เราเลยไปนั่งจิบเบียร์กันที่ร้านแห่งหนึ่งรอฝนหยุด



...Good service boy...

พอฝนหยุด พวกเราก็เดินกลับมาโรงแรมเพื่อออกเดินทางไปสนามบิน ระหว่างทาง มีตึกที่เค้าเพ้นท์รูป แบบว่า แยกแยะไม่ออกเลยว่า อันไหนของจริงอันไหนเป็นภาพวาด ... ดูกันเอาเอง แล้วลองเดาดูจิว่า อันไหนเป็นของจริง

ขอบอกว่า ที่เห็นทั้งหมดส่วนใหญ่เป็นรูปวาดนะคะ ยกเว้นต้นไม้ เป็นของจริง ส่วนตัวตึกเนี่ยะ มีแค่ส่วนแดงๆ ด้านขวามือเท่านั้นที่เป็นของจริง นอกนั้นเค้าวาดเอาคะ เหมือนของจริงๆมากๆ
รถใครก็ไม่รู้ สาวแองก้าของเรา ขอเท่ห์นิดหนึ่ง
แล้วเราก็ต้องอำลาแมดริด และสาวแองก้า เพื่อเดินทางต่อไปโรม แองก้าไม่ได้ไปด้วยกัน เพราะเธอต้องกลับบ้านที่เยอรมัน ทริปต่อไปเลยเหลือกันแค่สามคน ในโรแมนติกซิตี้...โรม....
To be continue in Romantic City...ROME....
....For more photo click here....